Skip to content Skip to footer

ยกระดับการผลิตด้วย Factory IoT และวัฒนธรรมไคเซ็น

Kaizen คืออะไร

Nakamura Electric Industry ยกระดับการผลิตด้วย Factory IoT และวัฒนธรรมไคเซ็น

Nakamura Electric Industry Co., Ltd. ผู้ผลิต Air conditioner resister เดินหน้าสู่การผลิตแบบ In-house เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำ DENSO Factory IoT มาใช้ในการวิเคราะห์และปรับปรุงสายการผลิต พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมไคเซ็น (Kaizen) ให้หยั่งรากลึกในองค์กร

ความท้าทายในการผลิตชิ้นส่วนหลักภายในบริษัท

ในยุคที่การแข่งขันระดับโลกทวีความรุนแรง การเพิ่มผลิตภาพการผลิตเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน Nakamura Electric Industry เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ได้แก่

  • การยกระดับผลิตภาพการผลิตให้ทันกับความต้องการตลาดโลก
  • การเริ่มผลิตชิ้นส่วนหลักเองแทนที่จะพึ่งพาเพียงการประกอบ
  • สร้างระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพสำหรับสินค้าใหม่
  • การระบุจุดที่ควรปรับปรุงในสายการผลิตเดิม

Factory IoT: กุญแจสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพการผลิต

การนำ Factory IoT มาใช้ทำให้ Nakamura Electric Industry สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต (Production Data Analysis) และเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่มานานได้อย่างชัดเจน เช่น

  • ระบุคอขวด (Bottleneck) ของสายการผลิต
  • มองเห็นความแตกต่างระหว่างการทำงานของพนักงานเก่าและใหม่
  • ใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อถ่ายทอดทักษะและพัฒนากระบวนการผลิต

ผลลัพธ์คือบริษัทสามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิตได้ในเวลาอันสั้น แม้ในกระบวนการที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ตัวอย่างการปรับปรุงด้วย Factory IoT และไคเซ็น

หลังจากที่เราได้ปรับปรุงไลน์การผลิต Power Transistor เสร็จสิ้นแล้ว เราได้เริ่มต้นพัฒนากระบวนการขึ้นรูปด้วยเรซินต่อทันที ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่โดดเด่นดังนี้

  1. การลดเวลาหยุดสายการผลิตจากการเติมจาระบี (Grease Filling)

ปัญหา: เดิมทีพนักงานต้องหยุดงานเพื่อเดินไปเติมจาระบี ส่งผลให้สายการผลิตหยุดบ่อย

Solutions: หลังใช้ Factory IoT วิเคราะห์ข้อมูล พบว่าปัญหานี้กระทบเวลาผลิตอย่างมาก บริษัทพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ที่ช่วยเติมจาระบีได้รวดเร็ว และปรับขั้นตอนให้พนักงานอีกคนเตรียมกระบอกสำรองไว้ล่วงหน้า

ผลลัพธ์: เวลาในการเติมจาระบีลดลงกว่า 70%

  1. การปรับปรุงกระบวนการบัดกรี (Terminal Soldering)

ปัญหา: จากการวิเคราะห์วิดีโอช่วยให้เห็นวิธีการทำงานของพนักงานที่ประสบการณ์ต่างกันทำให้เกิด gap ของเวลาที่ใช้ในการทำงาน

Solutions: ปรับมาตรฐานการทำงาน (Standardization) และปรับขั้นตอนการเตรียมงาน

ผลลัพธ์: ลดความแปรผันของกระบวนการ และเพิ่มเสถียรภาพของการผลิต

  1. การเป่าลม (Air Blowing)
    ปัญหา: ขั้นตอนการเป่าลมขึ้นอยู่กับวิธีการของพนักงานแต่ละคน บางครั้งทำเกินความจำเป็น ส่งผลให้เกิดความสูญเปล่าเนื่องจากเสียเวลาเกินจำเป็น (Overprocessing)

Solutions: เพื่อแก้ปัญหานี้ เราได้ปรับมาใช้ระบบอัตโนมัติที่สามารถเป่าลมตามเวลาที่กำหนด เพียงกดปุ่มครั้งเดียว

ผลลัพธ์: ทำให้การทำงานมีมาตรฐานและลดเวลาได้จริง ส่งผลให้รอบการผลิต (Cycle Time) ลดลงถึง 60%

4. การใส่ขั้ว (Terminal Insertion)
ปัญหา: ก่อนหน้านี้การใส่ขั้วที่มีรูปทรงซับซ้อนต้องทำทีละชิ้นด้วยมือ ซึ่งใช้เวลานานและมีโอกาสผิดพลาดสูง

Solutions: เราจึงพัฒนา Jig ใหม่ โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์วิดีโอ ทำให้สามารถใส่ขั้วได้ครั้งละ 4 ชิ้นพร้อมกัน

ผลลัพธ์:ลดเวลาในการปฏิบัติงานจาก 21 วินาที เหลือเพียง 17 วินาที

5. การฝึกอบรมพนักงานใหม่ด้วย Factory IoT
เราได้นำ Factory IoT มาใช้เพื่อพัฒนาทักษะของพนักงานใหม่ โดยระบบจะแสดงข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างพนักงานที่มีประสบการณ์กับพนักงานใหม่ ผ่านการบันทึกวิดีโอทำให้ผู้ที่เพิ่งเข้ามาทำงานสามารถเห็นความแตกต่าง เข้าใจวิธีการทำงานที่ถูกต้องและพัฒนาตัวเองได้ในเวลาอันสั้น

วัฒนธรรมไคเซ็น: รากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การใช้ Factory IoT ไม่ได้ช่วยเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กร คือการสร้าง วัฒนธรรมไคเซ็น (Kaizen Culture) ที่ทำให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางปรับปรุงงาน ส่งผลให้การพัฒนามีความต่อเนื่องและยั่งยืน

สรุป: Factory IoT และไคเซ็น พลิกโฉมการผลิต

กรณีศึกษาของ Nakamura Electric Industry แสดงให้เห็นว่า การนำ Factory IoT และแนวคิด ไคเซ็น มาประยุกต์ใช้ ช่วยให้บริษัท

  • มองเห็นปัญหาที่ไม่เคยถูกระบุชัดเจนมาก่อน
  • เพิ่มผลิตภาพการผลิตได้ในเวลาอันสั้น
  • สร้างระบบถ่ายทอดทักษะและมาตรฐานการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
  • วางรากฐานของวัฒนธรรมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

นี่คือตัวอย่างขององค์กรที่เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา

Leave a comment